
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเนื้อแซลมอนถึงมีสีส้มแดงสวย หรือทำไมกุ้งถึงเปลี่ยนเป็นสีแดงตอนโดนความร้อน คำตอบคือสารสีชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ซึ่งไม่ได้มีดีแค่เรื่องสีสัน แต่ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่หลายคนให้ความสนใจในเรื่องการดูแลผิวและชะลอวัย หลายคนเริ่มอยากรู้ว่าถ้าอยากได้แอสตาแซนธินจากอาหารธรรมชาติ ต้องกินอะไรบ้าง และร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้จริงหรือไม่ บทความนี้จะพาไปสำรวจแหล่งอาหารที่มีแอสตาแซนธินสูง พร้อมอธิบายกลไกการดูดซึมแบบเข้าใจง่าย
แอสตาแซนธินมาจากไหน ทำไมถึงอยู่ในอาหารทะเล
จุดกำเนิดจริง ๆ ของแอสตาแซนธินไม่ได้อยู่ที่สัตว์ทะเล แต่มาจากสาหร่ายขนาดเล็กชนิดหนึ่งชื่อ Haematococcus pluvialis ซึ่งเมื่อเจอสภาวะเครียด เช่น แสงแดดจัดหรือขาดน้ำ จะสร้างแอสตาแซนธินขึ้นมาปกป้องตัวเอง จากนั้นสัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ อย่างแพลงก์ตอนสัตว์และกุ้งเคยจะกินสาหร่ายนี้เข้าไป แล้วสะสมแอสตาแซนธินไว้ในร่างกาย พอปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์กินกุ้งเคยเป็นอาหาร แอสตาแซนธินก็ถูกส่งต่อไปสะสมอยู่ในเนื้อปลา นี่คือเหตุผลที่ทำให้เนื้อแซลมอนมีสีส้มแดงตามธรรมชาติ ไม่ใช่การแต่งสี
อาหารที่มีแอสตาแซนธินสูงตามธรรมชาติ
ลองมาดูกันว่าอาหารกลุ่มไหนที่มีแอสตาแซนธินอยู่มากพอจะเป็นตัวเลือกในการกินเพื่อสุขภาพ
- ปลาแซลมอนป่า (Wild Salmon) โดยเฉพาะสายพันธุ์ Sockeye ที่มีสีเนื้อแดงเข้มกว่าแซลมอนเลี้ยงในฟาร์ม เพราะกินอาหารตามธรรมชาติที่มีสาหร่ายมากกว่า
- ปลาเทราต์ (Trout) โดยเฉพาะปลาเทราต์สีรุ้งที่อาศัยในธรรมชาติ
- กุ้งและกุ้งเคย สังเกตได้ว่ากุ้งดิบมีสีเทาอมชมพู แต่พอโดนความร้อนตอนต้มหรือทอด โปรตีนที่หุ้มแอสตาแซนธินไว้จะคลายตัว ทำให้สีแดงส้มปรากฏชัดขึ้น
- ไข่ปลาแซลมอน (Salmon Roe) มีความเข้มข้นของสารสีสูงไม่แพ้เนื้อปลา
- ปูและกั้ง โดยเฉพาะส่วนเปลือกที่มีสีแดงสด
- สาหร่ายแดง Haematococcus pluvialis ซึ่งเป็นแหล่งต้นทางที่มีความเข้มข้นสูงที่สุด แต่คนทั่วไปไม่ได้กินสาหร่ายชนิดนี้โดยตรงในมื้ออาหาร มักอยู่ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือส่วนผสมในสกินแคร์แทน
ทำไมแอสตาแซนธินจากอาหารถึงมีปริมาณไม่แน่นอน
ข้อจำกัดสำคัญของการพึ่งอาหารเพียงอย่างเดียวคือ ปริมาณแอสตาแซนธินในสัตว์ทะเลแต่ละตัวไม่เท่ากันเลย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น แหล่งที่อยู่อาศัย ชนิดของอาหารที่กิน ฤดูกาล และวิธีการเลี้ยง ยกตัวอย่างเช่น แซลมอนที่จับจากธรรมชาติมักมีสีเข้มและมีแอสตาแซนธินมากกว่าแซลมอนที่เลี้ยงในฟาร์ม เพราะฟาร์มบางแห่งอาจให้อาหารเม็ดที่ไม่มีสาหร่ายธรรมชาติ ทำให้ปริมาณสารสีในเนื้อปลาต่ำกว่าที่คาดไว้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่การกินอาหารเพื่อหวังผลด้านสุขภาพจากแอสตาแซนธินอาจได้ปริมาณที่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละครั้ง
ร่างกายดูดซึมแอสตาแซนธินอย่างไร
สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ แอสตาแซนธินเป็นสารที่ละลายในไขมัน (Fat-soluble) ไม่ใช่ละลายในน้ำ นั่นหมายความว่าการดูดซึมของร่างกายจะเกิดขึ้นได้ดีขึ้นเมื่อกินคู่กับไขมันในมื้ออาหาร เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด หรือไขมันดีจากปลาเอง
กระบวนการคร่าว ๆ คือ เมื่อเรากินอาหารที่มีแอสตาแซนธินเข้าไป ร่างกายจะรวมสารนี้เข้ากับไขมันในลำไส้เล็ก ก่อนจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด แล้วลำเลียงไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย จุดที่น่าสนใจคือ มีการศึกษาบางชิ้นชี้ว่าโครงสร้างโมเลกุลของแอสตาแซนธินทำให้มันสามารถแทรกตัวอยู่ในเยื่อหุ้มเซลล์ได้ทั้งชั้นในและชั้นนอก ซึ่งต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดที่ทำงานได้เฉพาะบางส่วนของเซลล์เท่านั้น
ปัจจัยที่ช่วยหรือขัดขวางการดูดซึม
นอกจากเรื่องไขมันแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการดูดซึมแอสตาแซนธินในร่างกาย
- วิธีปรุงอาหาร การปรุงด้วยความร้อนที่พอเหมาะ เช่น การนึ่งหรือย่าง อาจช่วยให้สารสีปลดปล่อยออกมาจากโครงสร้างโปรตีนได้ดีกว่าการกินดิบในบางกรณี
- สุขภาพระบบทางเดินอาหาร หากระบบย่อยไขมันทำงานไม่ดี เช่น มีปัญหาเรื่องถุงน้ำดีหรือตับอ่อน การดูดซึมสารที่ละลายในไขมันก็อาจลดลงตามไปด้วย
- การกินร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น บางงานวิจัยชี้ว่าการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดร่วมกันอาจส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน มากกว่าการได้รับตัวเดียวโดด ๆ
เมื่ออาหารไม่พอ ทางเลือกจากผลิตภัณฑ์เสริม
ด้วยข้อจำกัดที่ว่าปริมาณแอสตาแซนธินในอาหารแต่ละมื้อไม่แน่นอน และการกินอาหารทะเลบ่อย ๆ ในปริมาณมากอาจไม่เหมาะกับทุกคน ทั้งเรื่องงบประมาณและความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนในทะเล หลายคนจึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอสตาแซนธินสกัดจากสาหร่าย Haematococcus pluvialis โดยตรงเป็นทางเลือกเสริม เช่น การเลือกใช้สกินแคร์ที่มีแอสตาแซนธินผสมอยู่ อย่าง NAD+ NMN Serum Astaxanthin ที่ผสานแอสตาแซนธินเข้ากับ NMN และ Hyaluronic Acid เพื่อดูแลผิวจากภายนอก ควบคู่ไปกับการดูแลจากภายในผ่านอาหารการกิน ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายคนมองว่าครอบคลุมกว่าการพึ่งพาอาหารเพียงอย่างเดียว
กินอาหารทะเลทุกวันจะได้แอสตาแซนธินเพียงพอไหม
ในทางทฤษฎีสามารถได้รับแอสตาแซนธินจากการกินปลาแซลมอนหรือกุ้งเป็นประจำ แต่ปริมาณที่ได้รับจะแตกต่างกันมากในแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของอาหารทะเลนั้น ๆ จึงยากที่จะควบคุมปริมาณให้สม่ำเสมอเมื่อเทียบกับการรับประทานอาหารเสริมที่ระบุปริมาณชัดเจน
แอสตาแซนธินจากอาหารกับจากอาหารเสริมต่างกันอย่างไร
โดยพื้นฐานแล้วเป็นสารชนิดเดียวกันหากมาจากแหล่งธรรมชาติ ความแตกต่างหลักอยู่ที่ความเข้มข้นและความสม่ำเสมอ อาหารเสริมมักสกัดมาจากสาหร่ายโดยตรงซึ่งเป็นแหล่งต้นทาง จึงควบคุมปริมาณได้ง่ายกว่า ขณะที่อาหารทะเลจะมีปริมาณแปรผันตามธรรมชาติ
คนที่แพ้อาหารทะเลจะได้รับแอสตาแซนธินจากทางอื่นได้ไหม
ได้ เพราะแอสตาแซนธินมีแหล่งต้นทางมาจากสาหร่าย ไม่ใช่ตัวสัตว์ทะเลโดยตรง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสกินแคร์ที่สกัดแอสตาแซนธินจากสาหร่าย Haematococcus pluvialis จึงอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเล แต่ควรตรวจสอบฉลากและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้เสมอ
โดยสรุปแล้ว แอสตาแซนธินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ตามธรรมชาติในอาหารทะเลหลายชนิด ตั้งแต่แซลมอน กุ้ง ไปจนถึงไข่ปลา แต่ปริมาณที่ได้รับจากอาหารในแต่ละครั้งนั้นไม่แน่นอน และการดูดซึมของร่างกายต้องอาศัยไขมันเป็นตัวช่วยเนื่องจากเป็นสารที่ละลายในไขมัน หากต้องการดูแลผิวและร่างกายอย่างครอบคลุมมากขึ้น การผสมผสานระหว่างการกินอาหารที่หลากหลายและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมที่มีแหล่งที่มาชัดเจนอาจเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า สามารถศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอสตาแซนธินและสารชะลอวัยอื่น ๆ ได้ที่ งานวิจัยและบทความทั้งหมดของ AstaDNA
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริม
ภาพ: Photo by RDNE Stock project on Pexels