
หลายคนเริ่มสังเกตตัวเองตอนอายุช่วง 35-40 ปีขึ้นไปว่า ผิวหน้าเริ่มไม่เด้งเหมือนเดิม เวลายิ้มแล้วรอยยิ้มไม่หายไปทันที หรือผิวบริเวณแก้มเริ่มหย่อนคล้อยลงมาเล็กน้อย หลายคนสงสัยว่านี่คือสัญญาณของ "คอลลาเจนลดลง" ที่พูดถึงกันบ่อย ๆ จริงหรือเปล่า แล้วทำไมร่างกายถึงสร้างคอลลาเจนได้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ ผิวเราเต่งตึงโดยไม่ต้องทำอะไรเลย บทความนี้จะพาไปดูกลไกเบื้องหลังเรื่องนี้แบบเข้าใจง่าย พร้อมปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย
คอลลาเจนลดลงตามอายุจริงไหม
คำตอบคือ จริง และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคน คอลลาเจนเป็นโปรตีนโครงสร้างที่พบมากที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่เป็นเหมือน "โครงเหล็ก" ที่ค้ำยันผิวหนัง ข้อต่อ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่าง ๆ ให้คงรูปและยืดหยุ่น ในวัยเด็กและวัยรุ่น เซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตคอลลาเจนซึ่งเรียกว่า "ไฟโบรบลาสต์" (Fibroblast) จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ทำให้ผิวดูเต่งตึงมีน้ำมีนวล แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลัง 25 ปีเป็นต้นไป ความสามารถในการผลิตคอลลาเจนของร่างกายจะค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง และในขณะเดียวกัน กระบวนการสลายคอลลาเจนเก่าก็ยังเกิดขึ้นตามปกติ เมื่อการสร้างน้อยกว่าการสลาย ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือผิวเริ่มบาง หย่อนคล้อย และเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น
ทำไมอายุมากขึ้นร่างกายถึงสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง
มีหลายปัจจัยที่ทำให้ไฟโบรบลาสต์ทำงานช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น ประการแรกคือการทำงานของเซลล์โดยรวมช้าลงตามธรรมชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังงานในระดับเซลล์ที่ลดลง เซลล์ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการสังเคราะห์โปรตีนโครงสร้างอย่างคอลลาเจน เมื่อแหล่งพลังงานในเซลล์ทำงานได้ไม่เต็มที่ กระบวนการสร้างคอลลาเจนก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ประการที่สองคือการสะสมของอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดจากมลภาวะ แสงแดด ความเครียด และกระบวนการเผาผลาญตามปกติของร่างกาย อนุมูลอิสระเหล่านี้สามารถทำลายโครงสร้างของคอลลาเจนที่มีอยู่ และยังรบกวนกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ด้วย ประการที่สามคือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงมีความสัมพันธ์กับการผลิตคอลลาเจนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
สัญญาณที่บอกว่าคอลลาเจนในผิวเริ่มลดลง
การสังเกตตัวเองเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้รู้ทันก่อนที่ปัญหาจะชัดเจนมากขึ้น สัญญาณที่พบบ่อยได้แก่ ผิวหน้าดูหย่อนคล้อยโดยเฉพาะบริเวณแก้มและใต้คาง เส้นริ้วรอยตื้น ๆ เริ่มปรากฏบริเวณหางตาและรอบปาก ผิวดูบางลงจนมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวชัดขึ้น แผลหรือรอยช้ำหายช้ากว่าเดิม และข้อต่อเริ่มรู้สึกฝืดหรือเสียงดังเวลาขยับ เพราะคอลลาเจนไม่ได้อยู่แค่ในผิวหนัง แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกอ่อนและเอ็นด้วย ตัวอย่างเช่น คุณผู้หญิงวัย 45 ปีที่เริ่มสังเกตว่าแก้มตอนยิ้มไม่เด้งกลับเร็วเหมือนเมื่อก่อน หรือเวลาส่องกระจกตอนเช้าแล้วรู้สึกว่าผิวดูหมองคล้ำและไม่มีแรงต้าน นี่คือสัญญาณที่หลายคนมักเจอในช่วงวัยนี้
อะไรช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้ดีขึ้น
แม้การลดลงของคอลลาเจนจะเป็นเรื่องธรรมชาติที่ห้ามไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีหลายปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ร่างกายยังคงสร้างคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- โปรตีนและกรดอะมิโนที่เพียงพอ คอลลาเจนประกอบด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด การได้รับโปรตีนคุณภาพดีจากอาหารอย่างสม่ำเสมอเป็นพื้นฐานสำคัญที่ร่างกายต้องใช้เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์
- วิตามินซี มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย เพราะเป็นโคแฟกเตอร์ที่จำเป็นในขั้นตอนการเชื่อมโครงสร้างคอลลาเจนให้แข็งแรง
- สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องคอลลาเจนที่มีอยู่ไม่ให้ถูกทำลายเร็วเกินไป โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรงอย่างแอสตาแซนธิน ซึ่งมีการศึกษาพบว่าอาจช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระต่อโครงสร้างผิวได้
- การนอนหลับที่มีคุณภาพ เพราะช่วงเวลาหลับลึกเป็นช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวได้มากที่สุด
- การปกป้องผิวจากแสงแดด เนื่องจากรังสียูวีเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่เร่งการสลายคอลลาเจนในผิวหนัง
- การดูแลพลังงานระดับเซลล์ เนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนต้องใช้พลังงานในเซลล์จำนวนมาก การดูแลให้เซลล์มีพลังงานเพียงพอจึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนกระบวนการนี้ได้ทางอ้อม
ดูแลจากภายนอกควบคู่กับภายในได้อย่างไร
นอกจากการดูแลจากอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิตแล้ว การดูแลผิวจากภายนอกก็มีส่วนช่วยเสริมได้เช่นกัน ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมซึ่งช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมของเซลล์ผิวให้แข็งแรง เช่น เซรั่มที่มีส่วนผสมของ NMN และแอสตาแซนธินอย่าง NAD+ NMN Serum Astaxanthin ของ AstaDNA ซึ่งมี Hyaluronic Acid และ Fulvic Acid ร่วมด้วย เป็นตัวอย่างหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยดูแลผิวจากภายนอกควบคู่ไปกับการบำรุงจากภายใน อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ทาผิวทำหน้าที่ดูแลและปกป้องเป็นหลัก ไม่สามารถทดแทนการดูแลร่างกายโดยรวมอย่างการพักผ่อนให้เพียงพอ การกินอาหารที่มีประโยชน์ และการป้องกันแสงแดดได้
คำถามที่พบบ่อย
คอลลาเจนเริ่มลดลงตั้งแต่อายุเท่าไหร่
โดยทั่วไปมักเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วงอายุ 25-30 ปีเป็นต้นไป แต่ความเร็วในการลดลงจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลผิว
กินคอลลาเจนเสริมแล้วร่างกายจะนำไปใช้ที่ผิวโดยตรงหรือไม่
คอลลาเจนที่รับประทานเข้าไปจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนก่อน แล้วร่างกายจึงนำไปใช้สร้างโปรตีนตามความต้องการของแต่ละส่วน ไม่ได้ไปที่ผิวโดยตรงเพียงอย่างเดียว การได้รับสารอาหารสนับสนุนอื่น ๆ ร่วมด้วยจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
ผู้ชายต้องกังวลเรื่องคอลลาเจนลดลงเหมือนผู้หญิงหรือไม่
คอลลาเจนลดลงตามอายุเกิดขึ้นกับทุกเพศ แม้ผู้ชายจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนแบบเฉียบพลันเหมือนวัยหมดประจำเดือนในผู้หญิง แต่กระบวนการเสื่อมตามวัยและผลกระทบจากอนุมูลอิสระยังคงเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
สรุป
คอลลาเจนลดลงตามอายุเป็นกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคน เกิดจากการทำงานของไฟโบรบลาสต์ที่ช้าลง การสะสมของอนุมูลอิสระ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แม้จะหยุดกระบวนการนี้ไม่ได้ทั้งหมด แต่การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม ทั้งเรื่องโภชนาการ การนอนหลับ การป้องกันแสงแดด และการดูแลผิวจากภายนอก ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ร่างกายคงความสามารถในการสร้างและรักษาคอลลาเจนได้ดีขึ้นในระยะยาว หากสนใจข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลผิวและเซลล์จากภายใน สามารถอ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ astadna.com/research
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริม